ค้นหาบล็อกนี้

Translate

คุ้มค่าด้วยคุณค่า เติมสุขเสริมสุขภาพ ใช้ปรุงอาหาร หรือชงดื่มเพื่อสุขภาพ หอมชงปานะ

นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรฯ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ เข้มข้น 3 เท่า ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารก่อมะเร็ง ช่วยชะลอความชรา อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อนุภาคหอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว)

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คิดดี ทำดี มีความสุข

บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด

ผลิตภัณฑ์ Kuu Ne คูเน่ นวัตกรรมผงปรุงครบรส เพื่อสุขภาพ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ ปราศจากเนื้อสัตว์ และสารเคมี ธรรมชาติ 100% ใช้ในการปรุงอาหารแทนผงชูรส แทนน้ำสต๊อก (น้ำซุป)  ทำแกง ต้ม ผัด หมัก ทอด และยำ  อีกทั้งใช้ชงเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ หอมชงปานะ ด้วยหอมหัวใหญ่ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ ลดการอักเสบของเซล ช่วยชะลอความชรา มีใยอาหารทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติช่วยให้เจริญอาหาร  ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรศาสตร์  ได้รับรางวัลชนะเลิศ


 Kuu Ne คูเน่ ... โภชนาการคุณค่า เพื่อชีวิตที่ยืนยาว 
สนใจผลิตภัณฑ์ติดต่อ คมชาญ  086-791 7007
www.ptpfoods.com, www.facebook.com/kuunepage


KuuNe ส่งต่อคุณค่าจากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่ดี

นิตยสาร INNOMag ฉบับที่ 234 ประจำเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2014  ออกโดย สสท. ขึ้นปก Success Story Innovative of Thai Foods Industry  อาหารไทยใส่นวัตกรรม  โดยกองบรรณาธิการ 

ได้สัมภาษณ์ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด ผลิตภัณฑ์ คูเน่ นวัตกรรมผงปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ 
ส่งต่อคุณค่าจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพที่ดี
โอกาสมักเกิดขึ้นรอบตัวเราเสมอ แต่ประตูแห่งโอกาสจะเปิดรับเฉพาะคนที่มองเห็นเท่านั้น
คำกล่าวนี้มิได้คัดลอกจากบทกวีใด  แต่เป็น
การสรุปจากประสบการณ์ของผู้ประกอบการท่านหนึ่งที่เริ่มต้น และสร้างธุรกิจ
จากโอกาสที่เขามองเห็น นั่นคือ แนวโน้มอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง
ขณะเดียวกันเขามองหาทางลัดเริ่มต้นธุรกิจจากงานวิจัยต่อยอดเป็น
ผลิตภัณฑ์ คูเน่ (KuuNe) ผงปรุงอาหารครบรส จากหอมหัวใหญ่เพื่อสุขภาพ

คุณคมชาญ เอกเตชวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด
 คือบุคคลต้นคิดที่เริ่มต้นธุรกิจจากการมองเห็นโอกาสจากเมกะเทรนด์ที่กำลัง
จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

เดิมผมทำงานเป็นพนักงานบริษัท ดูแลทางด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และรับเป็นที่ปรึกษา (consult)
มาบ้าง คุณคมชาญ แนะนำตัวเองคร่าว ๆ ก่อนจะบอกเล่าถึงที่มาของการก้าวสู่
การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีผลงานโดดเด่น
 การันตีด้วยรางวัล 10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประจำปี 2556


ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจข่าวสารและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงสนใจเรื่องสุขภาพ วันนี้เรามักพูดกันเสมอว่า
คนไทยมีอายุยืนขึ้น อันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการทางแพทย์ แต่เป็นการมีอายุยืนบนรถเข็น
ซึ่งไม่ใช่การมีอายุยืนจากการที่มีสุขภาพดีจากภายในและในอนาคตภายใน 10 ปีข้างหน้านี้ ตัวเลขผู้สูงอายุ
จะกระโดดจากร้อยละ 13 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 20 ของตัวเลขประชากร ซึ่งตรงนี้เองเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้อยาก
ทำอย่างไรให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ประกอบกับผมได้เห็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งของทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
เรื่องการแปรรูปหอมหัวใหญ่เป็นผงปรุงรส ทำให้เกิดความสนใจเพราะตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาอยู่พอดีจึงติดต่อขอทราบ
ข้อมูลและเงื่อนไขในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะเดียวกันเราก็ทำแผนธุรกิจ (business planning) ขึ้นมา
เพื่อดูว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนอย่างไร 

คุณคมชาญ กล่าวปีพ..2553 เป็นปีแรกที่คุณคมชาญ ได้ผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบขึ้นมา
เพื่อทดลองตลาด ภายหลังจากได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แล้วพบว่า ค่อนข้างได้รับผลตอบรับที่ดี หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาต่อเนื่องไปพร้อม ๆ กับการ
จัดกิจกรรมชงชิมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์
 ล่าสุดสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผงปรุงครบรสแบบ 2 in 1 ที่ สามารถใช้ในการปรุงรสอาหาร
 และใช้ชงดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพได้


จุดเด่นที่แตกต่างของ คูเน่ ...ผงปรุงอาหารครบรส คือ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ พืชที่ได้ชื่อว่าเป็น
ราชาแห่งพืชไร่ ที่เป็นได้ทั้งอาหารและยาอายุวัฒนะ เนื่องจากในหอมหัวใหญ่ อุดมได้ด้วยแร่ธาตุที่จำเป็น
ต่อร่างกาย และมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ
และยังเป็นสารต้านการก่อมะเร็ง ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ และช่วยชะลอความชรา อีกทั้งช่วยให้ระบบย่อย
อาหารทำงานเป็นปกติ และที่สำคัญคือ หอมหัวใหญ่สามารถให้รส อูมามิ ได้ดีที่สุด

คุณคมชาญ กล่าว พร้อมบอกต่อด้วยว่าการนำหอมหัวใหญ่มาแปรรูปนอกจากจะได้
ผลิตภัณฑ์ผงปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ปลอดสารเคมี และโซเดียมต่ำแล้ว อีกมิติหนึ่งยัง
เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชผลทางการเกษตรของไทยด้วยสำหรับประเด็นด้านการตลาด
และการประชาสัมพันธ์ ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนสำหรับ
การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์จำกัด แต่สำหรับคุณคมชาญแลว้ เขามองว่า ผลิตภัณฑ์ของเขา มีภาษี
ดีกว่า เนื่องจากเกิดขึ้นมาจากงานวิจัย ทำให้การสื่อสารต่อไปยังผู้บริโภคทำได้ง่ายขึ้น
ผลิตภัณฑ์คูเน่ สูตรดั้งเดิม (ซองสีแดงเริ่มต้นมาจากการเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
 อันดับที่ 1 จาการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Innovation Contest) จัดโดยสมาคม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแห่งประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรม
แห่งชาติ (องค์การมหาชนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจ และกรมส่งเสริมการส่งออก
ภายใต้อนุสิทธิบัตร เลขที่ 6247 ต่อมาสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้สนับสนุนงบประมาณ
สำหรับการพัฒนาต่อยอดสูตรโซเดียมต่ำ (ซองสีขาวเมื่อพัฒนาเสร็จเราก็ทำการตลาดในกลุ่ม
ลูกค้าเป้าหมาย คือกลุ่มผู้บริโภคที่รักษ์สุขภาพ ผู้บริโภคที่ทานมังสวิรัติ กลุ่มผู้บริโภคอาหารฮาลาล
รวมถึงผู้บริโภคทั่วไปที่รักษ์สุขภาพ โดยอาศัยช่องทางการจำหน่าย คือ เลมอนฟาร์ม โกลเด้นเพลสเซนทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ มาร์เกต ท็อปส์ ซุปเปอร์ เดอะมอลล์ โอมเฟรซมาร์ท ดิเอ็มโพเรียม
 สยามพารากอน และร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพทั่วไป ซึ่งก็ทำให้เรามีฐานผู้บริโภคเพิ่ม
มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่โตหวือหวา เพราะต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ของเราค่อนข้างจะเป็นสินค้า
เจาะจงซื้อ ไม่ใช่สะดวกซื้อ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านราคาที่สูงกว่าผงปรุงรสทั่ว ๆ ไป
ที่มีขายตามท้องตลาด รวมทั้งต้องให้ความรู้ความเข้าใจถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์กับผู้บริโภค
 ซึ่งเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมด้วยในทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส
 เช่น ออกบูธตามงานเอ็กซิบิชั่นต่าง ๆ รวมทั้งการออกบูธจัดกิจกรรมชงชิมสัญจรไปยังห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ที่มีผลิตภัณฑ์คูเน่วางจำหน่ายอีกมุมหนึ่ง คือ การอาศัยช่องทางการสื่อสารของทางภาครัฐ
และเอกชน ยกตัวอย่าง การเข้าร่วมประกวดในโครงการ 10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ประจำปี 2556
ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติจัดขึ้น และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดธุรกิจ
นวัตกรรม ประจำปี 2556 รวมทั้งการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ True Innovation Award The New Era 
ที่คูเน่เป็น 1 ใน 4 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ก็จะเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถ
รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น 

มันเป็นความภูมิใจเล็ก  และเป็นพลังให้เอสเอ็มอีมีกำลังใจที่จะทำต่อไปเพราะนอกจากการทำธุรกิจแล้ว
เรายังมองถึงการทำบุญด้วย คือ ผลิตสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพ
ปัจจุบันนอกจากเราจะผลิตเพื่อจำหน่ายตามร้านต่าง  ที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ผลผลิตส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้
ในครัวของโรงพยาบาล 10 แห่ง สังกัดสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร โดยกระบวนการผลิตอยู่ภายใต้
มาตรฐาน GMP และได้รับการรับรองจาก อยและฮาลาล ด้วย คุณคมชาญ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับเงินลงทุนเบื้องต้น คุณคมชาญเปิดเผยว่า ลงทุนไปกว่า 5ล้านบาท 
ส่วนเครื่องจักรการผลิตนอกจากเครื่องจักรที่ผลิตในประเทศไทยแล้ว ส่วนหนึ่งยังมีการออกแบบเพื่อผลิตเครื่องจักรที่ตรงกับความต้องการขึ้นมาใช้งานเอง โดยเครื่องจักรดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ใช้พลังงานจลน์ แทนพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ระดับหนึ่งอีกทั้งวัตถุดิบการผลิต อย่างหอมหัวใหญ่ก็เลือกที่จะใช้หอมหัวใหญ่แบบอบแห้งแทนหอมหัวใหญ่สด ซึ่งจะช่วยลดทั้งค่าขนส่งและลดขั้นตอนการผลิตลงได้มากทีเดียว

ผมแบ่งพื้นที่ภายในบ้านส่วนหนึ่งทำเป็นโรงงานผลิตขนาดเล็กภายใต้มาตรฐาน GMP กำลังการผลิตประมาณ 2,000 ซองต่อวัน และด้วยพื้นที่โรงงานมีจำกัด ประกอบกับผมเองก็อยู่ในวงการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
มานาน เรารู้ดีว่าการบริหารจัดการการผลิตแบบไหนจึงจะประหยัดต้นทุนมากที่สุด เราจึงเลือกที่จะรับหอมหัวใหญ่อบแห้งแทนการรับหอมหัวใหญ่สดที่จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูง เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีคู่ค้าที่จะเป็นทั้งผู้ปลูก
และผู้แปรรูปจากหอมสดเป็นหอมอบแห้งให้เราโดยเราจะเข้าไปควบคุมให้ได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ

ผมมองว่าการทำธุรกิจที่ดี ทุกคนจะต้องได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรขายผลผลิตที่มีคุณภาพได้ในราคาที่ดี 
ผู้ประกอบการแปรรูปสามารถทำผลิตภัณฑ์ที่เกิดประโยชน์และเกิดมูลค่าเพิ่ม ส่วนผู้บริโภคได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ
ปลอดสารเคมีและดีต่อสุขภาพ เป็นธรรมทานอย่างหนึ่งที่ผมมองว่าจะทำให้สังคมเจริญไปพร้อม  กัน 
คุณคมชาญ กล่าว พร้อมทิ้งคมความคิดส่งท้ายไว้น่าสนใจว่า

เอสเอ็มอี ถามว่า เกิดง่าย แต่อยู่ยากไหม ผมมองว่า ไม่ยาก หากแต่คุณต้องมีแผนที่ชัดเจน บรรดาแม่ค้าหาบเร่แผงลอยล้วนแต่เป็นเอสเอ็มอี เพียงแต่เขาเป็น
เอสเอ็มอีในระดับไมไคร คือ เล็กมาก แต่เขาก็อยู่ได้ เพราะเขารู้ว่าเขากำลังขายอะไร และขายให้ใคร ดังนั้นถ้าใครคิดที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องเขียนแผนธุรกิจขึ้นมาก่อนเพื่อที่จะสามารถกำหนดทิศทางธุรกิจได้ การเขียนแผนธุรกิจไม่ยาก
หากใครที่เขียนไม่เป็น มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่คอยให้การสนับสนุนและสอนให้คุณเขียนแผนธุรกิจเป็นคือ ถ้าเราขาดตรงไหนก็หาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย
เติมเต็มให้ ตัวผมเองก็ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราทำมันเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และเรารู้สึกดี
 แต่ถามว่าเราจะหยุดนิ่งไหม ก็คงไม่ใช่เราคงต้องมีการพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่มี
การแข่งขันกันสูงมากในทุก  เซกเม้นท์อย่างผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส ก็เป็นอีกเซกเม้นท์หนึ่งที่มีการแข่งขันกันสูงปัจจุบันผงปรุงรส
ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่กว่า 100 ยี่ห้อ แต่จะมีเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่แชร์ส่วนแบ่งทางการตลาด นอกนั้นก็จะเป็นรายเล็ก  ขายได้บางพื้นที่หรือบางกลุ่ม ดังนั้นสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องคำนึงถึง คือ การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์
 เฉกเช่น คูเน่ สิ่งที่เราแตกต่างคือ ปลอดสารเคมี และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์
ไม่มีเนื้อสัตว์เจือปน ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคด้วย

https://mail.google.com/mail/u/0/#inbox/14555bcabed34fb8

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สาเหตุหลักของภาวะความเสื่อมและความเจ็บป่วย

สาเหตุหลักของภาวะความเสื่อมและความเจ็บป่วย


ความเสื่อมและความเจ็บป่วยในยุคนี้ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก 5 ข้อหลัก ดังต่อไปนี้
  1. อารมณ์ เป็นพิษ เช่น ความเครียด ความเร่งรีบ เร่งรัด รีบร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ รำคาญใจ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น ทุกครั้งที่ผู้คนมีสภาพจิตดังกล่าว จะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายผลิต พลังงานมากเกินความพอดีจนเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอก็จะเสื่อมหรือแสดงอาการไม่สบายก่อน เช่น บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ บางคนปวดคอ บางคนปวดท้อง บางคนเจ็บหัวใจ บางคนอ่อนเพลียทั้งตัว เป็นต้น ถ้ายังมีอารมณ์ดังกล่าวอยู่ ความเสื่อมก็จะรุกลามขยายผลและแสดงอาการไม่สบายไปตามอวัยวะส่วนอื่นต่อไป
  2. อาหารเป็นพิษ ซึ่งพิษจากอาหารประกอบด้วย 6 สาเหตุหลักดังนี้
    2.1 พิษ จากอาหารที่มีสารพิษ สารเคมีทั้งในพืชและสัตว์ ทั้งจากขบวนการผลิตและการปรุงเป็นอาหาร สารพิษสารพิษสารเคมีดังกล่าวจะเผาทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสื่อมและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังนั้น การบริโภคอาหารไร้สารพิษก็จะดีที่สุด แต่ถ้าเราไม่สามารถหาอาหารที่ไร้สารพิษมารับประทานได้ วิธีลดสารพิษก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เช่น แช่ผักผลไม้หรือเมล็ดธัญพืชในน้ำซาวข้าวอย่างน้อย ๑๐-๒๐ นาที แล้วนำไปล้างในน้ำสะอาดอีกที จะช่วยลดพิษได้มาก หรือใช้ถ่านที่เป็นเชื้อเพลิงในการก่อไฟ ๑-๕ ก้อน แช่ในน้ำ แล้วนำผักผลไม้หรือเมล็ดธัญพืชวางทับลงไป แช่อย่างน้อย ๑๐-๒๐ นาที แล้วจึงนำมาล้างในน้ำสะอาด ก็ช่วยลดพิษได้มากเช่นกัน ส่วนถ่านที่ใช้แช่แล้วนำมาผึ่งให้แห้ง สามารถเวียนกลับมาใช้แช่เพื่อลดสารพิษได้อีกประมาณ ๑๕-๒๐ ครั้ง จึงนำไปตากแห้งใช้ก่อไฟหุงต้มต่อไป
    2.2 พิษ จากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกินจนองค์การอนามัยโลก และกระทรางสาธารณสุขได้ออกมาประกาศให้ลดเนื้อสัตว์ แล้วเพิ่มการกินผัก เพราะในเนื้อสัตว์จะมี ไขมัน กรดยูริค กรดแลคติก อะดรีนาลีนและสารอื่นๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกายมาก ถ้าท่านยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ ควรบริโภคเนื้อปลา เพราะปลาจะมีพิษน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้นถ้าจะบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีไขมันเยอะ ก็ควรรับประทานในปริมาณที่น้อย นักธรรมชาติบำบัดที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในการดูแลแก้ไขปัญหา สุขภาพหรือสร้างสุขภาพจะพบว่า โปรตีนที่ดีสำหรับมนุษย์ก็คือ เมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะถั่วชนิดต่างๆ
    2.3 พิษ จากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป จนทำให้องค์การอนามัยโลก และกระทรวงสาธารณได้ออกมาประกาศให้ลดความหวานมัน เค็ม และลดการรับประทานอาหารรสจัดต่างๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว วัตถุสสารที่ปรุงรสของอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ฝาด ขม เบื่อเมา เมื่อถูกย่อยด้วยน้ำย่อยในร่างกายมนุษย์จะกลายเป็นพลังงานทั้งหมด ซึ่งร่างกายมนุษย์ ณ ปัจจุบัน ต้องการรสต่างๆ ที่ปรุงในอาหารประมาณ 30% ของที่ปรุงกันทั้วไป หมายความว่า ถ้าเดิมใส่เครื่องปรุง 100 ส่วน ก็ลดเหลือ 30 ส่วน หรือปรุง 10 ส่วน ก็ลดลเหลือ 3 ส่วน ถ้าเดิมเคยปรุง 3 ส่วน ก็ลดลงเหลือ 1 ส่วน เช่น เคยใส่พริก 3 เม็ด ก็ลดลงเหลือ 1 เม็ด ใส่เกลือหรือน้ำตาล 3 ช้อนชา ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อนชา เป็นต้น จึงพอดีบำรุงเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงที่สุด บำบัดบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุด และเกิดพลังชีวิต (สบายเบากาย มีกำลัง) สูงสุด อาจปรุงมากหรือน้อยกว่านั้นตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ณ เวลานั้นๆ ซึ่งถ้าปรุงมากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อถูกย่อยก็จะเกิดพลังงานส่วนเกิน เผาทำร้ายเซลล์ เม็ดเลือด เกร็ดเลือด ส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดและเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวุในร่างกายหรือ ถ้าย่อยเป็นพลังงานไม่หมดก็จะเกิดการอุดตันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ธาติอาหารและพลังงานก็ไม่พอ เซลล์เนื้อเยื่อก็เสื่อมเร็ว พลังชีวิตตกและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่ถ้าปรุงน้อยเกินความพอดีของร่ายกาย ธาติอาหารและพลังงานก็ไม่พอ เซลล์เนื้อเยื่อก็เสื่อมเร็ว พลังชีวิตตกและเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มปรุงรสจัดเกินความพอดี จะเห็นได้ว่ามัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติสู่ความพอดี ความสมดุล ความเป็นกลาง ไม่ปรุงมากเกินไป ไม่ปรุงน้อยเกินไป ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทางสายเอกสายเดียวที่พาพ้นทุกข์นั้นเป็นความ จริงที่แต่ละคนสามารถพิสูจน์กันได้
    2.4 พิษ จากชนิดของอาหารที่ไม่สมดุล หลายท่านพยายามลดสารพิษสารเคมีในอาหาร ลดเนื้อเพิ่มผัก ลดหวานมันเค็มและอาหารรสจัดอื่นๆ ลงแล้ว สุขภาพก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็เพราะไม่รู้ชนิดของอาหารที่สมดุลกับร่างกาย ณ ขณะนั้น เช่น คนในเมืองหนาว ได้แก่ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น คนที่แข็งแรงหรือหายป่วยด้วยการใช้อาหาร ก็จะใช้อาหารที่ให้ความร้อนหรือพลังงานค่อนข้างสูง เช่น ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวแดง ข้าวดำ ข้าวนิล เผือก มัน ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง สาหร่าย แครอท บีทรูท คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ฟักทองแก่ เป็นต้น เมื่อเขากินอาหารเหล่านี้เขาจะรู้สึกอุ่นสบาย โรคภัยไข้เจ็บทุเลาเบาบางลงหรือหายไป เขาจึงวิจัยพบสารต่างๆ มากมายในอาหารดังกล่าว และระบุว่าสารต่างๆ เหล่านั้นเป็นประโยชน์กับร่างกายเขา และเหมารวมว่าเป็นประโยชน์กับร่างกายของทุกคนในโลก ความจริงเหตุที่ทำให้เขาทุเลาหรือหายจากโรค ก็เพราะเขาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎก “ อนายุสสสูตร ” ว่า คนที่แข็งแรงอายุยืน ต้องเป็นผู้รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง จุดสบายที่เมืองหนาวคือ อุ่นสบาย จุดสบายที่เมืองร้อนก็คือเย็นสบาย
    ดังนั้น จุดหายจากโรคในเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน ก็คือ จุดที่เย็นสบาย ได้แก่ อาหารที่มีฤทธิ์เย็นเป็นส่วนใหญ่ที่ให้ความร้อนหรือพลังงานไม่มากเกิน เช่น ข้าวจ้าวที่ไม่ใช่ข้าวแดงข้าวดำ อาหารไขมันน้อย ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วโชเล่ย์ขาว มังคุด กล้วยน้ำว้า กระท้อน ชมพู่ ส้มโอ ผักหวานบ้าน ก้านตรง อ่อมแซบ ผักบุ้ง ผักสลัด ถั่วงอก บวบ ตำลึง ฟัก แฟง แตงต่างๆ ลูกฟักทองอ่อน ยอดฟักทอง ดอกฟักทอง เป็นต้น บางครั้งอาจไม่ใส่สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเลย หรือบางครั้งอาจใส่สิ่งที่มีฤทธิ่ร้อนได้บ้างในปริมาณที่พอดีสบาย เบากาย มีกำลัง ณ เวลานั้น ของบุคคลนั้นๆ ปัญหาก็คือ คนไทยส่วนใหญ่มักจะเชื่อถือศรัทธาฝรั่งต่างประเทศ จึงเอาความสำเร็จของต่างประเทศซึ่งเป็นเมืองหนาวมาปฏิบัติ เช่น การกินอาหารฤทธิ์ร้อนมากจนเกินความพอดี ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บป่วยนั้นไม่ลดลงเท่าที่ควร หรือถ้าเอาจากองค์ความรู้ของประเทศไทย ก็ไปเอาความสำเร็จของการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ ในอดีตเมื่อ 30 ปีย้อนหลังไป ซึ่งเป็นการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ากับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมที่เย็น โดยไม่ได้เอาหลักการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มีคุณค่านั้นมาประยุกต์เข้ากับ สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ณ ปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่มีภาวะร้อน จึงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บป่วยนั้นไม่ลดลงเท่าที่ควร นอกจากจะรู้ชนิดและสัดส่วนของอาหารที่สมดุลแล้ว ต้องเรียนรู้เทคนิคการปรุงและการรับประทานที่สมดุลด้วย โรคภัยไข้เจ็บจึงจะทุเลา เบาบางหรือหายไป
    2.5 พิษ จากขอเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย การสันดาปหรือการเผาผลาญอาหาร เนื่องจากเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ทุกอวัยวะทำงานตลอดเวลา ทุกขบวนการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อต้องใช้พลังงานจากการสันดาปเผาผลาญอาหาร ตั้งแต่การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารระดับหยาบๆ เช่น การเคี้ยวย่อยอาหารในปาก การย่อยและดูดซึมในกระเพาะอาหารลำไส้ จนถึงระดับละเอียด คือ การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารในระดับเซลล์ ซึ่งการย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารทุกครั้งทุกระดับจะเกิดของเสียและความร้อนที่ เป็นพิษกับร่างกายขึ้น เช่น เกิดคาร์บอนไดออกไซม์ เกิดแอมโมเนีย เกิดสารและพลังงานที่เป็นพิษอื่นๆ ถ้าไม่รีบสลายหรือขับพิษออก พิษดังกล่าวก็จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย
    2.6 พิษ จากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างผาสุก และไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละ ล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษ อย่างถูกต้อง
  3. พิษจากการไม่ออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ถูกต้อง สำหรับการออกกำลังกาย และอิริยาบถที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับร่างกายนั้นจะต้องได้คุณลักษณะ 3 ประการ ได้แก่
    1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น
    2. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
    3. การ เข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ เพราะคุณลักษณะทั้ง ๓ ประการ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม และพลังงานในร่างกายเป็นไปโดยปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดี แต่ปัจจุบันการออกกำลังกายและอิริยาบถของคนส่วนใหญ่โดยทั่งไป เช่น เดิน วิ่ง กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาต่างๆ มักทำแต่เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยือหยุ่นเข้าที่เข้าทาง จึงมักจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับผลข้างเคียงของการออกกำลังกายคือ ความแข็งตึงเกร็งค้างของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายติดขัด ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด ตึง มึนชา พลังชีวิตตก เร่งความเสื่อมในร่างกายและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ผู้เขียนเคยพบผู้ป่วยหลายคนที่มีอาการไม่สบายต่างๆ ทั้งเบาและหนักจนถึงเกือบตาย แม้แพทย์แผนปัจจุบันจะรักษาด้วยการใช้วิธีการต่างๆ อย่างไร อาการก็ไม่ดีขึ้น ในส่วนของผู้เขียนได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยเทคนิคของการกดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ให้กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นเข้าที่เข้าทางตามปกติเดิม พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่ใช้เทคนิคดังกล่าวกว่า ๙๐ % หรือเกือบทั้งหมด อาการมักจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ดังนั้นการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวอิริยาบถเพื่อให้เกิดความแข็งแรง เกิดความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ
  4. มลพิษต่างๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น
  5. พิษ จากการสัมผัสเครื่องยนต์ /เครื่องใช้ไฟฟ้า/เครื่องอิเลคทรอนิคมากเกินไป เช่น การเดินทางด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ ใช้เครื่องเสียงต่างๆ อย่างไม่รู้ความสมดุลและไม่รู้วิธีถอนพิษ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวมีพลังงานความสั่นสะเทือน มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเข้าไปในร่างกายมากเกินไป จะชนกระแทกทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เร่งความเสื่อมของร่างกาย ตัวอย่างส่วนหนึ่งของการป้องกันแก้ไขปัญหา เช่น ขณะที่โดยสารยานยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เขย่าแต่ละเซลล์ของร่างกายก็จะถูกเขย่าเสียดสีกระทบกระแทก กัน เกิดความร้อนขึ้น ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการไม่สบายต่างๆ วิธีแก้ไขขณะโดยสารยานยนต์ คือถ้าง่วงก็ให้นอนหลับ เมื่อตื่นแล้วรู้สึกไม่สบายก็ควรดื่มน้ำเท่าที่รู้สึกสบายเพื่อดับพิษร้อน
ในกรณีที่สามารถจอดรถแวะเข้าห้องน้ำหรือในยานยนต์มีห้องน้ำถ้าปวดปัสสาวะก็ ควรจะเข้าห้องน้ำเพื่อระบายพิษร้อนออก พร้อมกับยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายสบาย กรณีที่ไม่สามารถจอดแวะหรือในยานยนต์ไม่มีห้องน้ำ ให้จิบน้ำทีละน้อย โดยอมน้ำไว้ในปากนานๆ แล้วค่อยกลืน จะทำให้เราไม่ปัสสาวะบ่อย ขณะเดินทางอาจถอนพิษด้วยการพอก ทา หยอด ดมสมุนไพร ขูดพิษ กดจุด นวดตัว ดัดตัวตามความพอเหมาะ ถ้าเดินทางถึงที่หมายแล้วรู้สึกอ่อนเพลียหรือไม่สบาย แสดงว่ามีภาวะร้อนเกิดจากการเดินทาง ก็ให้ถอนพิษร้อนตามวิธีการที่จะได้นำเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกไม่สบายจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ เช่น อ่อนเพลีย แสบตา เป็นต้น ให้พักการใช้พร้อมกับพรากห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วถอนพิษร้อนด้วยวิธีการต่างๆ ถ้ารู้สึกสบายดีแล้ว ค่อยกลับไปใช้คอมฯ อีกครั้ง การใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้สายหูฟังพิษจะน้อย หรือใช้ลำโพง คลื่นก็จะไม่ทำร้ายเรามาก ถ้าต้องแนบมือถือที่หู เมื่อรู้สึกไม่สบายที่หูข้างหนึ่งก็ให้เปลี่ยนมาใช้อีกข้างหนึ่งสลับไปมา และควรใช้เวลาพูดธุระให้สั้นที่สุด
ยังมีต้นเหตุของความเจ็บป่วยอย่างอื่นๆ อีก แต้ต้นเหตุหลัก อย่างน้อย ๕ ประการดังกล่าว เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุดที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทุกโรคทุกอาการ เช่น มะเร็ง เนื้องอก โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้ (หวัด ไซนัส หอบหืด ผื่นคัน) เก๊าท์ รูมาตอยด์ ปวดตามข้อ ปวดกระดูก ปวดตามเนื้อตัว ปวดมดลูก มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร ต่อมลูกหมากโต ไส้เลื่อน นิ่วตามอวัยวะต่างๆ ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน หน้ามืด วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน มึนชา อ่อนล้า อ่อนแรง โรคกระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ การอักเสบและติดเชื้อตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และภูมิต้านทานลดเป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะส่วนใดของบุคคลนั้นอ่อนแอที่ตรงไหนก็จะเกิดโรคภัยไข้ เจ็บหรืออาการไม่สบายที่จุดนั้นก่อน หลังจากนั้นถ้าต้นเหตุยังคงอยู่โรคก็จะลุกลามกระจายไปทำลายอวัยวะอื่นๆ ต่อไป ถ้าเรารู้สึกปรับสมดุลถอนพิษจากต้นเหตุหลักดังกล่าวและทำได้อย่างมี ประสิทธิภาพต่อเนื่อง ถ้าผู้ป่วยคนนั้นยังมีพลังชีวิตอยู่และผลของการกระทำทั้งชาตินี้และชาติก่อน ไม่ส่งผลรุนแรงจนเกินไป โรคภัยไข้เจ็บก็จะทุเลาเบาบางลงหรือหายไป แม้ผู้ป่วยแทบจะหมดพลังชีวิตแล้วหรือผลของกรรมเก่าทั้งชาตินี้และชาติก่อนจะ ส่งผลรุนแรง ผู้เขียนก็ยังมีความเห็นว่า การดูแลแก้ไขถอนพิษปรับสมดุลก็ควรจะกระทำอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้ทุเลาเบาบางจากอาการที่ไม่สบายลงได้บ้าง อาจช่วยยึดอายุ หรือผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตโดยไม่ต้องทรมานมากเกินไป
          ที่่มา :  http://morkeaw.com/blog/?page_id=78 

อาหารก่อมะเร็ง


                   อาหารก่อมะเร็ง

          โรคมะเร็ง นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของคนทั่วโลก สามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมอง ปอด ตับ กระดูก ลำไส้ เต้านม หรือกล่องเสียง ซึ่งยังไม่สามารถระบุถึงตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อมูลแน่ชัดในเรื่องของอาหารการกินว่าสามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ เนื่องมาจากพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น กินอาหารที่ก่อมะเร็งหรือไม่ กินอาหารซ้ำซากหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หากผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

                    
 
          อาหารก่อมะเร็ง คืออาหารที่กินแล้วทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ที่กล่าวถึงบ่อยๆ ว่าเป็นตัวการสำคัญให้เกิดโรคมะเร็งก็คืออาหารประเภทไขมัน ซึ่งมีข้อมูลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการกินอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ เป็นประจำทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูงบ่อยๆ หรือเป็นประจำ นอกจากเสี่ยงต่อโรคมะเร็งแล้วยังทำให้อ้วนและเกิดโรคอื่นๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด และในปัจจุบันยังมีรายงานการวิจัยระบุว่าการกินเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงในปริมาณมากๆ เป็นประจำจะทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากกว่าการกินไขมันเสียอีก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งด้วยสาเหตุข้างต้นจึงควรเดินทางสายกลางในการบริโภคอาหาร

          อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อ "แอสเปอจิลลัส เฟวัส" พบว่ามีอันตรายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ เชื้อราชนิดนี้จะสร้างสารพิษอะฟล่าท็อกซินซึ่งทนทานต่อความร้อนสูงได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นความร้อนในอุณหภูมิที่เราใช้หุงต้มคือจุดเดือด 100 องศาเซลเซียสจึงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ สารพิษอะฟล่าท็อกซินพบได้ในถั่วลิสง พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น การเลือกซื้อหรือเลือกบริโภคอาหารดังกล่าวจึงต้องมั่นใจว่าอาหารนั้นๆ แห้งสนิท ไม่มีเชื้อรา ถั่วลิสงป่นหรือพริกแห้งป่นที่ป่นทิ้งไว้และเก็บรักษาไม่ดี ไม่แห้งสนิท และไม่มีฝาปิดมิดชิด มักพบว่ามีสารพิษชนิดนี้ปะปนอยู่ โดยมีงานวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสารพิษอะฟล่าท็อกซินในถั่วลิสงป่นในก๋วยเตี๋ยวต้มยำ พบว่าในก๋วยเตี๋ยวต้มยำ 100 ชามมีสารพิษอะฟล่าท็อกซินเจือปนอยู่ถึง 92 ชาม ซึ่งนับว่าอันตรายมาก ฉะนั้นเมื่อกินก๋วยเตี๋ยวหากไม่มั่นใจว่าเป็นถั่วที่คั่วใหม่ๆ ก็ไม่ควรกิน แต่ถ้าเป็นคนที่นิยมกินถั่วลิสงควรเลือกซื้อถั่วเมล็ดที่สมบูรณ์และแห้ง นำมาคั่วและป่นกินเองจะปลอดภัยกว่าถั่วป่นในชุดเครื่องปรุงตามร้านก๋วยเตี๋ยว และเมื่อไม่นานมานี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจน้ำผัก น้ำผลไม้ และชาเขียว ก็พบว่าในน้ำองุ่นมีสารพิษจากเชื้อราเจือปนอยู่ด้วย

          ยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร แล้วคนกินทุกวันๆ ร่างกายขับทิ้งไม่ทันก็เกิดการสะสม จนในที่สุดทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ และในปัจจุบันการเพาะปลูกมีการใช้ยาฆ่าแมลงมาก โดยพบว่าในคะน้า พริกสด กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ล้วนมียาฆ่าแมลงตกค้าง ดังนั้นเมื่อซื้อมาปรุงอาหารจึงควรล้างให้สะอาด ทั้งยังมีข่าวน่าตกใจที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ก็คือมีพ่อค้าขายปลาหมึกแห้งใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นปลาหมึกแห้งเพื่อป้องกันแมลงวันมาตอม ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคและผิดกฎหมายด้วย สิ่งเหล่านี้เราต้องพยายามหลีกเลี่ยง โดยเลือกซื้ออาหารจากร้านที่เรามั่นใจว่ามีความสะอาดและมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สำหรับผักและผลไม้ต้องล้างจนมั่นใจว่าสะอาดจริงๆ

                           
 
          อาหารที่ปนเปื้อนสารเจือปนในอาหารหรือสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารล้วนเป็นสารก่อมะเร็งได้ ซึ่งสารเจือปนที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารได้ ได้แก่ ดินประสิว (ไนเตรทไนไตรท์) สีผสมอาหาร เป็นต้น แต่ก็ไม่อนุญาตให้ใส่มากเกินไป โดยไนเตรทและไนไตรท์เป็นสารกันบูดที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใส่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ในอัตราส่วนเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมต่อไนเตรทไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ส่วนไนไตรท์ใส่ได้ไม่เกิน 125 มิลลิกรัม แต่สารเจือปนนี้ให้คุณสมบัติทางอ้อม คือเนื้อที่ใส่ไนเตรทหรือไนไตรท์จะมีสีแดงน่ากินมากขึ้น จึงนิยมใส่สารนี้กันโดยเข้าใจว่าจะทำให้เนื้อมีสีแดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งไม่เป็นความจริง อาหารที่มักใส่ดินประสิว ได้แก่ ไส้กรอก แหนม เนื้อสวรรค์ กุนเชียง เป็นต้น

          สาเหตุที่ดินประสิวทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เพราะในเนื้อสัตว์จะมีสารเอมีน และเมื่อเติมดินประสิวลงไปจะทำปฏิกิริยาให้เกิดสารไนโตรซามีนขึ้น ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ไนโตรซามีนยังเกิดขึ้นได้ภายในกระเพาะอาหารของคนเราเมื่อกินอาหารที่มีไนเตรทตามธรรมชาติ เช่น ผัก และกินร่วมกับเนื้อสัตว์ 

          สีผสมอาหารก็ไม่แนะนำให้ใช้มากเกินความจำเป็นหรือกินอาหารที่ใส่สีมากเกินไป ควรใช้สีที่ได้จากธรรมชาติจะปลอดภัย ทั้งยังได้กลิ่นหอมจากพืชหรือสมุนไพรที่เรานำมาเป็นวัตถุดิบในการให้สีเพิ่มขึ้นด้วย และถ้าผู้ผลิตขาดความรับผิดชอบ ใช้สีย้อมผ้าซึ่งให้สีเข้มและราคาถูกก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ สำหรับสารเจือปนอื่นๆ ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ในอาหาร แต่ก็มีการแอบใส่หรือแอบใช้กัน เช่น บอแรกซ์หรือผงกรอบ พบได้ในอาหารประเภทลูกชิ้นที่เด้งผิดปกติ ของทอดที่กรอบนานผิดปกติสารฟอกขาว พบในขิง ข่าซอย ถั่วงอก เป็นต้น สารเหล่านี้หากกินในปริมาณที่น้อยแต่บ่อยๆ ก็ทำให้เกิดการสะสม ส่งผลให้เสี่ยงต่อมะเร็งได้เช่นกัน

          อาหารประเภทปิ้ง ย่าง รมควัน เป็นอีกตัวการสำคัญที่ก่อมะเร็งได้หลายชนิด อาหารปิ้ง-ย่างประเภทที่มีไขมัน เช่น หมูปิ้งหมูย่าง ไก่ปิ้ง เนื้อย่าง เวลาปิ้งหรือย่างจะมีไขมันตกลงไปในถ่านที่กำลังแดง ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพิษที่เรียกว่าสาร PAH หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เต้านม และกระเพาะอาหาร เวลากินอาหารเหล่านี้จึงควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้หมด และไม่ควรกินซ้ำๆ ซากๆ ติดกันทุกวัน

          การกินอาหารดิบๆ สุกๆ ก็มีความไม่ปลอดภัย เพราะเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากในปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาว ปลาตะเพียน พยาธิชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อเรากินปลาที่มีพยาธิและปรุงไม่สุก พยาธิจะทำให้ท่อน้ำดีและขั้วตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เป็นมะเร็งที่ท่อน้ำดีในตับได้ นอกจากนี้ยังมีพยาธิใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งวิธีป้องกันคือกินอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

          นอกจากนี้การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ คือความเสี่ยงของมะเร็งจะเพิ่มขึ้นเมื่อกินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง ดังนั้นนักโภชนาการจึงแนะนำให้กินเนื้อสัตว์ที่มีสีขาว ซึ่งได้แก่เนื้อปลา มากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัว

          เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และบุหรี่ ก็เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มหรือการสูบลงก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

          เห็นได้ว่าอาหารที่เรากินประจำก็เป็นอาหารก่อมะเร็งได้โดยที่เราคิดไม่ถึง แต่คุณผู้อ่านไม่ควรกังวล เพราะอาหารบางอย่างเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ แต่บางอย่างที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คงต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้อาหารเหล่านั้นอยู่ในร่างกายเรานานเกินไปจนเกิดอันตรายได้ นั่นคือจะต้องกินผักและผลไม้ให้มากเพื่อให้ขับถ่ายเป็นประจำ ผลไม้ที่เลือกกินควรเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง รสไม่หวานมากเกินไป ซึ่งเส้นใยในผักและผลไม้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดคอยปัดกวาดลำไส้ไม่ให้สารพิษทำอันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากนี้ในผักและผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่ช่วยป้องกันมะเร็งหลายชนิด

          ต่อมาคือการเลือกกินอาหารที่มีความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่กินอาหารที่มีการดัดแปลงหรือใช้สารเคมี หากคุณเป็นคนที่อ่านฉลากทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออาหาร จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเดียวกัน แต่ยี่ห้อต่างกัน เช่น น้ำปลา จะมีหลากหลายยี่ห้อ เมื่ออ่านฉลากจะพบว่าบางยี่ห้อไม่ใส่สารกันบูด บางยี่ห้อก็ไม่ใส่ผงชูรส เราจึงควรเลือกยี่ห้อที่ไม่ใส่สารกันบูดหรือไม่ใส่ผงชูรสจะดีกว่า

          สิ่งที่สำคัญในการหลีกเลี่ยงมะเร็ง คือการดูแลร่างกายให้แข็งแรง จะทำให้เรามีภูมิต้านทานดี โรคภัยต่างๆ ก็มากล้ำกรายยาก และก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจะระบุว่าสารเคมีบางอย่างสามารถใส่ในอาหารได้ในปริมาณหนึ่งๆ ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค ก็ต้องมีการทดลองในสัตว์ทดลองจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงนำมาใช้กับคน โดยนักวิจัยจะทำการวิจัยในสัตว์ที่แข็งแรงเท่านั้น แต่โดยปกติเรากินอาหารในทุกสภาพของร่างกาย ถ้าเรากินในช่วงที่เจ็บป่วย ปริมาณที่กำหนดว่าปลอดภัยจึงอาจไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เป็นได้ ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้จึงเป็นสิ่งดีและปลอดภัยที่สุด 

          การที่ร่างกายจะแข็งแรงได้ก็ต้องกินอาหารให้ครบ หมู่ ไม่กินอาหารซ้ำซาก ไม่กินอาหารรสจัด และต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ก็เป็นคาถาที่น่าจะป้องกันมะเร็งได้ผล

ที่มา : http://www.gourmetthai.com/

โรคร้ายสะสมจากการบริโภค



 นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคร้ายสะสมจากการบริโภค รู้ทันป้องกันได้


โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมอง
ไขมันผิดปกติเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือด
โรคร้ายแห่งการสะสม คือโรคที่เกิดจากการสะสมของอาหารที่กินเกิน (เพราะกินมากไปจนร่างกายใช้ไม่หมด) ความเครียดเกิน    สารพิษจากสิ่งแวดล้อมที่มากเกิน เป็นต้น ซึ่งเกินกว่าร่างกายขับถ่ายออกได้หมด ทำให้เกิดการสะสม เช่น สะสมในหลอดเลือดจน   ตีบ จนตัน หรือสะสมในเซลล์ อวัยวะต่างๆ จนเกิดความผิดปกติของการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ

โรคร้ายแห่งการสะสม (พอกพูน) ได้แก่ เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันผิดปกติ โรคที่เกิดจากการสูบ  บุหรี่ โรคที่เกิดจากความอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย) โรคหลอดเลือดสมอง (หลอดเลือด     สมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต) และมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม เป็นต้น

องค์การอนามัยโรค รายงานว่า ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ประชากรโลกทั้งหมด ๖,๒๐๐ กว่าล้านคน จะเสียชีวิต ไปประมาณ ๕๗ ล้านคน สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ คือ โรคหัวใจขาดเลือด
ร้อยละ ๑๒.๖ เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน)
ร้อยละ ๑๒.๕ เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง
ร้อยละ ๙.๖ เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต)
ร้อยละ ๑.๗ เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน

สำหรับคนไทย จากรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ.๒๕๔๒
ชายไทยเสียชีวิตจากโรคเอดส์ (ร้อยละ ๑๗) โรค หลอดเลือดสมอง (ร้อยละ ๙) โรคมะเร็งตับ (ร้อยละ ๗) โรคหัวใจขาดเลือด (ร้อยละ ๕) โรคเบาหวาน (ร้อยละ ๓)
หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (ร้อยละ ๑๕) โรคเบาหวาน (ร้อยละ ๘) โรคหัวใจขาดเลือด (ร้อยละ ๕) โรคมะเร็งตับ (ร้อยละ ๕)

จะเห็นได้ว่าโรคร้ายแห่งการสะสมอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคอ้วน ภาวะไขมันผิดปกติ การสูบบุหรี่ ไม่ได้อยู่ในสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็งหลายชนิด

โรคร้ายแห่งการสะสมได้ระบาดไปทั่วโลก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ของคนไทยและประชากรโลกในปัจจุบัน
ทุกๆ ๔ นาทีครึ่ง จะมีคนไทยอย่างน้อย ๑ คน เสียชีวิตจากโรคร้ายแห่งการสะสม คือ โรคหัวใจ หลอดเลือด โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน มะเร็งต่างๆ
ทุกๆ ๑ นาที จะมีประชากรโลกอย่างน้อย    ๔๐ คน เสียชีวิตจากโรคร้ายแห่งการสะสมเช่นกัน

ข่าวร้ายคือโรคร้ายแห่งการสะสมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบ้านเรา จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงไว้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๖
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจาก ๗๒ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๑๐๑ คนต่อแสน
โรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก ๑๕๗ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๓๘๐ คนต่อแสน
โรคความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้นจาก ๒๕๙ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๓๘๙ คนต่อแสน
โรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก ๒๙๑ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๔๕๑ คนต่อแสน
โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน และภาวะไขมันผิดปกติ ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวดี คือโรคร้ายแห่งการสะสมป้องกันได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกขภาพ คือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ไม่สมดุลกับร่างกายของแต่ละคน ให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพ
ทำไมเบาหวาน จึงเป็นโรคสะสม
เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการกินน้ำตาล ของหวานมากเกินกว่าที่ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้พอที่จะนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ให้หมดที่ตับและกล้ามเนื้อ ซึ่งประกอบกับขาดการใช้กล้ามเนื้อในการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้ใช้น้ำตาลน้อยลง น้ำตาลในเลือดจะสูงโดยเฉพาะเวลาหลังกินอาหาร และน้ำตาลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ระยะยาวเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้น

น้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือด จะไปสะสมอยู่ตามหลอดเลือดอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะ "สมอง ใจ ไต ตา เท้า" ทำให้หลอดเลือดอักเสบ และเกิดตีบตันได้ง่าย
สมองขาดเลือดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
หัวใจขาดเลือดเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย
ไตขาดเลือดจนเป็นไตวายเรื้อรัง
ตามัวจนอาจถึงกับตาบอด
เท้าขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เป็นแผล ติดเชื้อง่าย บางครั้งเท้าเน่า จนอาจต้องตัดเท้า ตัดขา

ดังนั้น ผู้ใดที่อายุมากกว่า ๔๕ ปี อ้วนลงพุง น้ำหนัก เกิน หรือมีความดันเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็น     เบาหวาน และสงสัยว่าจะเป็นเบาหวาน เช่น มีอาการกินเก่ง น้ำหนักลด หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะ เวลากลางคืน) ตกขาวคันช่องคลอด (ในผู้หญิง) เป็นแผลแล้วหายยาก เป็นต้น ควรได้รับการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย ๘ ชั่วโมง
ถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า ๑๒๖ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรก็เป็นเบาหวาน
แต่ถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า ๑๑๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ากำลังจะเป็นเบาหวาน

ความดันเลือดสูงสะสมอะไร
ความดันเลือดสูงส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ ๙๐) มีสาเหตุจากการใช้ชีวิต
การใช้ชีวิตที่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงก็คือการกินอาหาร (หวานจัด มันจัด เค็มจัด เนื้อสัตว์มากเกิน   ผัก ผลไม้สดน้อยเกิน) ขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน นอนกรนและหยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือจากยา อาหาร เครื่องดื่ม (ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก โสม กาแฟ แอลกอฮอล์) และโรคต่างๆ (โรคไต โรคต่อมหมวดไต โรคหลอดเลือดผิดปกติ)

นอกจากนี้ ภาวะจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความดันเลือด สูง เช่น ความมุ่งมั่นในการงานมากเกิน ทำงานแข่งขัน แข่งกับเวลามากเกินไป หรืออาฆาตพยาบาทคนอื่น เก็บกดความโกรธมากเกินไป
ความดันเลือดที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ คือสมอง ใจ ไต ตา คือ
หลอดเลือดสมองเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองตีบ ตัน เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เลือดออกในสมอง ปวดศีรษะมาก อาจหมดสติ หรือถึงแก่ชีวิตได้
หลอดเลือดหัวใจเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย
หลอดเลือดไตเพิ่มโอกาสเกิดไตวาย
หลอดเลือดที่ตาผิดปกติอาจมีเลือดออกในจอประสาทตา

คนไทยอายุมากกว่า ๔๕ ปีขึ้นไป ควรได้รับการวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง เมื่อพบว่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่า ๑๔๐ มิลลิเมตรปรอท หรือความดันเลือดตัวล่างสูงกว่า ๙๐ มิลลิเมตรปรอท อย่างน้อย ๒-๓ ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง ควรได้รับการดูแลรักษาต่อไป ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ จนเกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา

ไขมันผิดปกติสะสมไขมันคอเลสเทอรอล ? ไขมันที่เกี่ยวกับความผิดปกติโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ไขมันไม่ดี (low density lipoprotein cholesterol : LDL) และไขมันที่ดี (high density lipoprotein cholesterol: HDL)
ไขมันไม่ดี (LDL) ได้จากอาหารมันๆ ที่กินเข้าไป และสร้างจากตับมากเกินไป จะรวมกับสารอนุมูลอิสระ (ของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นมา) จนสะสมอยู่ที่หลอดเลือด ตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และเปลี่ยนเป็นไขมันไปพอกที่พุง ทำให้เกิดอ้วนลงพุงตามมา
ไขมันดี (HDL) ทำหน้าที่ขนไขมันไม่ดีส่วนเกินไป ทิ้งที่ตับ น้ำดี ขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ (เหมือน รถขนขยะคอเลสเทอรอลที่มากเกินไปทิ้ง)
ถ้าปริมาณไขมันดี ไม่สามารถขนไขมันไม่ดีไปทิ้งได้หมด ก็จะเกิดการสะสมไขมันไม่ดีในหลอดเลือดและที่พุง
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดสมอง จนตีบ ตัน จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ ตัน จะเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้ไตเสื่อม ไตวาย และความดันเลือดสูง
คนไทยอายุมากกว่า ๔๕ ปีขึ้นไป มีภาวะไขมันสูง คือระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูงกว่า ๒๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือกินยาลดไขมัน อยู่ร้อยละ ๑๕.๘-๓๒.๘ ผู้หญิงมีภาวะไขมันสูงกว่าผู้ชาย
กลุ่มอายุที่เป็นภาวะไขมันสูงมากที่สุด คือผู้หญิง กลุ่มอายุมา ๖๐-๗๙ ปี (ร้อยละ ๓๒) และผู้ชายกลุ่มอายุ ๔๕-๖๙ ปี (ร้อยละ ๒๐)

บุหรี่ สะสมสารพิษ
สารต่างๆ ในบุหรี่มีอยู่พันกว่าชนิด แต่ที่มีผลสำคัญ ต่อหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้แก่ สารนิโคติน ที่สะสมในร่างกายจะกระตุ้นสมองสั่งให้หัวใจบีบแรงขึ้น เต้นเร็วขึ้น และความดันเลือดสูงขึ้น

ที่สำคัญคือทำให้หลอดเลือดหัวใจและสมองหดตัวแคบลง  หรือการสะสมสารคาร์บอนมอนอกไซด์จากบุหรี่ จะไปแทนที่ออกซิเจนในอากาศที่หายใจเข้าไป ทำให้หัวใจและสมองขาดออกซิเจน ขาดพลังงานหรือสะสมสารอนุมูลอิสระ

สารพิษในบุหรี่ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกัน และเลือดแข็งตัวอุดตันหลอดเลือดง่ายขึ้น มากขึ้น
ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง ก็เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ ก็เกิดหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

นอกจากนี้สารพิษต่างๆ ของบุหรี่ที่สะสมในหลอดลม หลอดอาหาร ปอด และอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดโรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น ผู้ที่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ ร่างกายจะสะสมสารพิษ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเป็นมะเร็งได้
ตัวอย่างผู้ป่วยที่พบคือสามีสูบบุหรี่ ภรรยาซึ่งไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่กลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ    หรือภรรยาสูบบุหรี่ สามีที่ไม่ได้สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอด เป็นต้น
แม้แต่การสูดหายใจมลพิษในอากาศสารแขวน ลอยขนาดเล็กมากๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสะสมเป็น เวลานาน ก็เป็นเหตุปัจจัยเพิ่มโอกาสให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (หัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต) และเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวด้วย

เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอม จะเก็บกินสารเหล่านี้ และพยายามกำจัด ขับออกทางตับ ไต ทางอุจจาระ ปัสสาวะ ลมหายใจ ผิวหนัง เป็นต้น แต่ถ้าสารพิษหรือของเสียมากเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออก ขจัดออกได้หมด และได้ทัน ประกอบกับมีเหตุปัจจัยให้ภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเราอ่อนแอลง ทำงานขับของเสียได้น้อยลง (เช่น ความเครียด ยากดภูมิคุ้มกัน) สารพิษของเสียเหล่านี้ก็จะสะสมตามอวัยวะต่างๆ จนการทำงานผิดปกติไป หรือเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายพันธ์เป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

บุหรี่ ไม่ว่าสูบเองหรือสูดดมจากคนใกล้ชิดสูบ การหายใจมลพิษในอากาศเป็นเวลานาน จะสะสม สารพิษต่างๆ ในร่างกาย จนเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งได้
อ้วน สะสมน้ำหนักแล้ว เป็นอย่างไร

ความอ้วนเกิดจากการไม่สมดุลของการกินอาหารและการออกกำลังกาย ผู้ที่กินอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานจากการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทางกาย ในชีวิตประจำวัน (กินแล้วใช้ไม่หมด) น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น

อาหารที่ทำให้อ้วน ได้แก่ อาหารพวกไขมัน แป้ง น้ำตาล ของหวาน ผลไม้ แอลกอ-ฮอล์ อาหารที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะสะสมที่ส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่พุง ทำให้รอบเอวใหญ่ขึ้น ควบคู่ไปกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

การสะสมน้ำหนักของคนอ้วน นอกจากทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานไม่กระฉับ-กระเฉงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่จะเกิดโรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน ไขมันผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางชนิด 

ความอ้วนเกิดจากการสะสมอาหารที่กินมากเกินกว่าร่างกายจะใช้หมด ทำให้เกิดโรคแห่งการสะสม อย่างอื่นๆ ตามมาได้
ชายไทยอายุมากกว่า ๑๕ ปีขึ้นไป อ้วนถึงร้อยละ ๒๒.๕  มีเส้นรอบเอวที่เกินมาตรฐาน ๙๐ เซนติเมตร พบร้อยละ ๑๕
ส่วนหญิงไทยอ้วนร้อยละ ๓๔.๔ เส้นรอบเอวที่เกินมาตรฐาน ๘๐ เซนติเมตร
พบร้อยละ ๓๖ ประชากรชายหญิงในเขตกรุงเทพฯ และในเขตเทศบาลจะอ้วนมากกว่าในเขตอื่นๆ

สะสมอะไรจึงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ไขมันในอาหาร เครื่องดื่ม ที่กินเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันไม่ดีทำให้ระดับไขมันดังกล่าวสูงขึ้นในเลือดมากจนล้นเข้าไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือด  เมื่อไขมันรวมกับสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดไขมันไม่ดีที่อันตรายมากขึ้น ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกดึงมาสะสมในหลอดเลือด เพื่อเก็บกินไขมันและสารอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะเกิดการอักเสบขึ้นในหลอดเลือด ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เช่น ผู้ป่วยเบา-หวาน น้ำตาลจะสะสมและทำให้การอักเสบนี้จะลุกลามได้มากขึ้น  ถ้ามีแรงกระแทกจากความดันเลือดที่สูงผสมด้วยแล้ว ทำให้หลอดเลือดที่อักเสบเกิดปริแตกเป็นแผล เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดจะรวมตัวกันเป็นก้อนเลือดอุดตันหลอดเลือด

ยิ่งถ้าสูบบุหรี่ด้วย สารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่จะสะสม ในหลอดเลือดทำให้เลือดเกาะกันเป็นก้อนเลือดใหญ่ขึ้นจนอาจเกิดหลอดเลือดตัน ผู้ป่วยจะเจ็บแน่นหน้าอกอย่างมาก เหงื่อแตก ใจสั่น บางคนอาจถึงกับหมดสติ ถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจภายใน ๖ ชั่วโมง จะจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย บางครั้งเกิดการเต้นหัวใจผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตได้
 
คนไทยตายด้วยโรคหัวใจ ๑๗,๐๐๐ กว่าคน หรือประมาณ ๒ คนต่อชั่วโมง
จังหวัดที่มีคนตายด้วยโรคหัวใจมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ ๓,๐๐๐ คนต่อปี 
ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงจะมีคนไทยอย่างน้อย ๑ คน ตายจากโรคหัวใจ
ทุกๆ วัน จะมีคนกรุงเทพฯ อย่างน้อย ๘ คน ตายจากโรคหัวใจ
โรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ

อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคร้ายแห่งการสะสมได้อย่างไร
โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ มีการเกิดโรคที่คล้ายกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ     ดังนั้น ภาวะสะสมที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ก็ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เหมือนกัน เช่น ไขมันไม่ดี สารอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นหรือขาดสารขจัดอนุมูลอิสระจากผัก ผลไม้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจากเบาหวาน สูบบุหรี่ และความดันเลือดสูง

นอกจากนี้ ภาวะการเต้นหัวใจห้องบนผิดจังหวะอย่างรุนแรง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น ก็ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดก้อนเลือดที่หัวใจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ความดันเลือดสูง นอกจากเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองอุดตันแล้ว ยังทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตก เลือดออกในสมองได้ บางครั้งจำเป็นต้องผ่าตัดสมองฉุกเฉิน บางรายถึงกับเสียชีวิต

คนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ๑๕,๐๐๐ กว่าคน หรือประมาณ ๑ คนกว่าๆ ต่อชั่วโมง
จังหวัดที่มีคนตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งครองแชมป์ตลอดกาลคือ ๒,๒๐๐ กว่าคนต่อปี 
โรคหลอดเลือดสมองที่คนไทยเป็นส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต (ร้อยละ ๗๐) ส่วนอีกร้อยละ ๓๐ เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เลือดออกในสมอง
      
โรคร้ายแห่งการสะสมมาเป็นกลุ่ม
ส่วนใหญ่อาจเริ่มด้วยโรคใดโรคหนึ่งก่อนและจะมีโรคที่ ๒, ๓ หรือ ๔ ตามมาก็ได้ เช่น เริ่มด้วยน้ำหนักเกิน อ้วน ตามด้วยความดันเลือดสูง ต่อมาเป็นเบาหวาน และเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือบางคนอาจเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง อ้วน แล้วต่อมาก็เกิดมะเร็งเต้านมตามมา เป็นต้น
จากการติดตามศึกษาสาเหตุการตายของผู้ป่วยเบาหวานที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน ๒๐๐ กว่ารายเป็นเวลาเฉลี่ย ๔ ปีเศษ พบว่าสาเหตุการตายอันดับ ๑ คือการติดเชื้อในกระแสเลือด รองลงมาคือโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวายระยะสุดท้าย และมะเร็ง ตามลำดับ

โรคร้ายแห่งการสะสมเป็นโรคที่ระบาดทั่วโลกตามกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทำให้เกิดการ บริโภคอาหาร เครื่องดื่ม เกินจนร่างกายใช้ไม่หมด (ขาดการออกกำลังกาย) ขับออกจากร่างกายไม่ทัน และเกิดโรคร้ายในที่สุด


ที่มา :  http://www.doctor.or.th/article/detail/1099

แนวโน้มการดูแลสุขภาพปี 2556

แนวโน้มการดูแลสุขภาพปี 2556


 ในปัจจุบัน ผู้คนดำรงชีวิตในสภาวะที่เต็มไปด้วยมลภาวะความเครียดและการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา และการรับประทานอาหารที่เร่งรีบ การดูแลเอาใจใส่สภาพร่างกายเป็นอย่างดีตามสภาพและเวลาที่เหมาะสม ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้วทำการรักษาในภายหลัง การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะจะช่วยให้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ช่วยให้มีการดูแลรักษาสุขภาพ ช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค การให้วัคซีน ยา หรือสารเคมีบางชนิดเพื่อป้องกันโรค การตรวจสุขภาพที่ให้ประโยชน์คุ้มค่า จะต้องเป็นการตรวจที่มีจุดประสงค์มุ่งป้องกันมากกว่ามุ่งการรักษา ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้ที่มารับการตรวจอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถบอกความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายได้เป็นอย่างดี
    พ.ท.นพ.ณัฏฐ์พีรยช มรกตพรรณ หัวหน้าแพทย์ศูนย์ตรวจสุขภาพ รพ.พญาไท 3 กล่าวว่า ถ้าจะดูเรื่องของแนวโน้มของการดูแลสุขภาพในปี 2556 ก็ต้องดูว่าทางองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ได้กำหนดรูปแบบวันสุขภาพโลก (World Health Day) ซึ่งจะตรงกับวันที่ 7 เมษายน 2556 นั้น เป็นไปในทิศทางใด
    ปี 2556 นี้ WHO ได้เน้นไปที่เรื่องของ “โรคความดันโลหิตสูง” โดยพยายามชักนำให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องของการป้องกันความความดันโลหิตสูง เพื่อผดุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งเราจะพบว่าคนรุ่นใหม่กินอาหารมากขึ้น (หาซื้อง่าย ซื้อได้ทุกๆ เวลา) เพิ่มความเสี่ยงน้ำหนักเกิน-อ้วน, นอนไม่พอ, กินเกลือมากขึ้น ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารแห้ง อาหารจานด่วน และอาหารซื้อ เช่น แกงใส่ถุง ฯลฯ (มักจะมีเกลือมากกว่าอาหารทำเองที่บ้าน) ซึ่งหากเราให้ความสำคัญกับการป้องกัน ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการที่จะเจ็บป่วยจากโรคที่จะเกิดตามมาภายหลังได้มากทีเดียว ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงกระตุ้นให้แต่ละประเทศ ผลักดันนโยบายและกิจกรรมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันก่อนเป็นโรคนั่นเอง
    คุณหมอระบุว่า ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีอาการอะไร คนส่วนน้อยอาจปวดหัวบริเวณท้ายทอยได้บ้าง คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า ความดันเลือด 140/90 มม.ปรอท เป็นค่าปกติ, จริงๆ คือ เป็นค่าที่ "ต้องรักษา" แล้ว ดังนั้นการตรวจหาความดันเลือดสูงเป็นประจำ มีส่วนช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่แรกๆ ซึ่งถ้าเราได้มีการปรับเปลี่ยนแบบแผนในการใช้ชีวิต เช่น นอนให้พอ ลดเกลือ-ลดเค็ม ออกแรง-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฯลฯ จะช่วยป้องกันโรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดช้าลง หรือบรรเทาเบาบางลง โอกาสหรือความเสี่ยงที่จะเป็นสโตรก (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบ-ตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต), หัวใจเสื่อม-หัวใจวายลดลง, ไตเสื่อม-ไตวายก็จะลดลงได้
    "ระยะไม่นานมานี้มีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เช่น อ้วนมาก ฯลฯ) มีโอกาสเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มเป็น 2-4 เท่าของเด็กทั่วไป และเด็กที่มีความดันเลือดสูงขึ้น แต่ยังไม่ครบเกณฑ์วินิจฉัยเป็นความดันเลือดสูง หรือมีความดันเลือดสูงขึ้นเล็กน้อย (ความดันเลือดในช่วงค่าบน (Systolic Blood Pressure) = 120-139 มม.ปรอท/ค่าล่าง (Diastolic Blood Pressure ) = 80-89 มม.ปรอท นั่นคือ เรียกว่า "ภาวะก่อนความดันเลือดสูง" หรือ "ว่าที่ความดันเลือดสูง (Prehypertension)" ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีความดันเลือดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเป็นโรคความดันเลือดสูงเต็มตัว" คุณหมอณัฏฐ์พีรยชกล่าว และว่า
    คนที่มีสุขภาพดีมาก เช่น นักกีฬา คนที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ คนที่ฝึกไทชิ-ชี่กง (เคลื่อนไหวพร้อมการหายใจช้าๆ), ฯลฯ มักจะมีชีพจรช้าลง และความดันเลือดต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท ทุกวันนี้เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติที่ใช้ได้ดีมีราคาไม่แพง (ประมาณ 2,000-3,000 กว่าบาท) ก็น่าจะมีไว้ที่บ้านก็จะช่วยให้เราสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องไปหาหมอบ่อยๆ
    นอกจากนี้ เรื่องสุขภาพหลักๆ ที่ยังอยู่ในความสนใจของคนทั่วไปในปีที่ผ่านมา และก็น่าจะยังอยู่ต่อเนื่องไปในปี 2556 นี้ ก็คือเรื่องความงามอย่างมีสุขภาพดี เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของคนยุคนี้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโปรแกรมลดน้ำหนักและคลินิกความงามตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ จึงมีมากมายให้เราได้เห็นอยู่ทุกๆ วัน ส่วนเรื่องของการรับประทานอาหาร ผู้คนก็จะเน้นไปที่อาหารเพื่อสุขภาพกัน เช่น Functional food (อาหารที่มีสารอาหารซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการแล้วก็ยังช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคได้ ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพของสารอาหารเหล่านี้ได้แก่ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งก็ครอบคลุมอาหารหลายกลุ่ม เช่น ผัก ผลไม้ สมุนไพร ชา สารทดแทนน้ำตาล เช่น ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ เส้นใยอาหาร) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกึ่งยาที่เรียกว่า nutraceutical supplements เป็นต้น
    สำหรับเรื่อง “สุขภาพดูแลได้ด้วยตัวเอง” ที่เรียกว่า DIY (DIY = Do It Yourself) HEALTH ซึ่งเป็นเทรนด์ในปีที่ผ่านมา ก็น่าจะยังคงแรงต่อไปในปี 2556 เทคโนโลยีและนวัตกรรม DIY ใหม่ๆ จะเรียงแถวออกสู่ตลาดเพื่อตอบรับโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะในเชิงการป้องกัน ตรวจสอบ ปรับปรุง เฝ้าระวัง และบริหารจัดการสุขภาพของตัวเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะออกมาในรูปแบบของ “แอพลิเคชั่น” ในมือถือเป็นส่วนใหญ่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน.

ที่มา : http://thaipost.net/x-cite/030113/67431